ความเหนื่อยล้า กับสิบแปดชั่วโมงของการเดินทางจากสุวรรณภูมิ
สู่ห้องเล็กๆกลางเมืองใหญ่อย่างซานฟรานซิสโก ทำให้ผมห่างหายแป้นคีบอร์ดได้นานพอตัว
ด้วยอุณหภูมิประมาณ 7 องศาเซลเซียส กับละอองฝนปรอยๆ ทำให้วันวันหนึ่งผ่านไป
โดยที่ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากหมดเวลาไปกับการนอน
ท้องฟ้าเหมือนย่ำค่ำตลอดเวลา แสงแดดอ่อนล้า เหมือนอยากพาคุณไปนอน
หลับใหลใต้ผ้าห่มหนา ฮีทเตอร์ถูกเปิดพ่นไอร้อนอ่อน อ่อน
ผมอยากคงความหนาวไว้บ้าง ให้มันได้กักความเหงาไม่ระเหยออกมาพร้อมกับเม็ดเหงื่อ
ผมถามตัวเอง อาการ homesick มันสามารถเกิดขึ้นได้หลังจากห่างหายบ้านมานานหลายมีได้จึงหรือ
หรืออาจเป็นเพราะผมเพิ่งกลับไป
หรืออาจเป็นเพราะผมยังไม่ได้ทำอะไรอีกหลายอยากที่บ้าน
หรืออาจเป็นเพราะผมลืมบ้างอย่างไว้ที่บ้าน
หรืออาจ.....
มากมายหลายเหตุผลที่คิดตอบตัวเอง
ฝนเริ่มตกลงมาแล้ว คนที่ป้ายรถเมล์ฝั่งตรงข้ามขยับตัวเองเข้าสู่ร่มหลังคาของป้าย
คนที่เดินอยู่ เร่งฝีเท้าเร็วขึ้น หลายคนกางร่มขึ้นเหนือศีรษะตัว เค้าเหล่านั้นคงดูพยากรณ์อากาศมาก่อน
ผมไม่ได้ตรวจสภาพอากาศเลย แต่โชคดีที่นั่งอยู่ในห้องบอกดูผู้คนหลายหลายอากัปกิริยา
โตแล้วนะทำไมไม่รู้จักเตรียมพร้อม คำนี้ดังขึ้นมาให้หัวผม ไม่แน่ใจว่าเป็นเสียงของใคร
ครับผมโตแล้ว ไม่ใช่เด็กอายุสิบแปด ที่เจอฤดูฝนมาสิบแปดครั้ง เจอฤดูหนาวมาสิบแปดหน
ตอนนี้ ผมเป็นคนอายุยี่สิบเจ็ดที่กำลังเจอฝนและหนาวพร้อมๆกัน
ซานฟรานซิสโก กับฤดูหนาวที่มาพร้อมฝน ลมหนาวที่มักแฝงเอาเม็ดฝนร่วมทางมาด้วยเสมอ
มือหนาว เท้าเปียก กับใจที่แห้งผาก เป็นคุณ คุณจะทำอะไรกับสถานการณ์แบบนี้
ผมเลือกที่จะนั่งมองปล่อยใจลอยๆไปกระทบอะไรสักอย่าง แล้วมันคงจะส่งเสียงมาบอกผมว่า
ไปหาอะไรอย่างอื่นทำได้แล้ว!! นั่นสินะ
หาอะไรทำดีกว่ามานั่งนับเม็ดฝน พ่นไอเย็นออกจากปากอยู่แบบนี้
งั้น! เดี๋ยวผมมานะ
