อาจจะดูเหมือนเอาสีข้างเข้าแถ เพื่อให้เรื่องราวรับกับบทที่สิบสี่
ครับ... ผมจงใจที่จะนึกย้อนถึงวันที่สิบสี่ วันหนึ่งของผม หลังจากผมกลับ
มาจากงานแต่งงานของเพื่อนในวัยมัธยมต้น เมื่อประมาณสิบกว่าปีก่อน
ตอนเรียนในชั้นมัธยมสอง ในโรงเรียนต่างจังหวัดเล็กๆแห่งหนึ่ง
ด้วยความที่ผมเป็นผู้ชายคนหนึ่งและออกจะขี้อาย การแอบหลง
รักใครสักคนในวัยขนาดนั้นจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ ผมจำไม่ได้ว่า
ทำไมผมถึงรู้สึกแบบนั้นกับเธอคนนั้น และผมก็จำไม่ได้ว่าผมบอกเพื่อน
คนไหนเป็นคนแรก จนกระทั้งทุกคนมันรู้กันหมด และไม่ได้เป็นการรู้จากปากของผม
โรงเรียนที่เรียนอยู่มันก็ไม่ได้ใหญ่โตมากมาย ด้วยจำนวนห้องเรียนแค่ 2 ห้อง
ต่อหนึ่งชั้นการเรียน ข่าวสารจึงกระจอนกระจายได้รวดเร็วกว่าไข้ไหวัดระบาด
การจามเป็น ไอ เลิฟ ยู จึงติดต่อกันอย่างรวดเร็ว
กิจวัตรประจำของผมในตอนนั้นคือการนั่งมองบ้านของเธอในขณะที่
รอรถประจำทางกลับบ้านของตัวเอง (ไม่ใช่ว่าผมไปส่งเธอที่บ้านแล้ว รอรถกลับบ้านตัวเอง)
ผมไม่สามารถทำแบบนั้นได้ เพราะคำที่เธอบอกผมว่า เรายังเด็กเกินไปที่จะคิดเรื่องพวกนี้
หรือว่าความคิดผมมันจะแก่เกินไป (ยังไม่ต้องนึกถึงคนวัยห่ามๆเดียวกันในสมัยนี้
นี่อาจจะเป็นเด็กน้อยเกินไปด้วยซ้ำ)
เมื่อครั้งสมัยประถม ผมเฝ้ารอที่จะขึ้นชั้นประถม 5 เพื่อที่จะได้ใช้ปากกาเขียน
แทนดินสอ ที่เป็นหนึ่งสัญลักษณ์ของเด็กน้อยวัยเรียน ถึงแม้ในปัจจุบันผมจะชื่นชอบ
การใช้ดินสอมากกว่าแต่ในวัยนั้นปากกาเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ยืนยันว่าเราโตแล้ว ผมเริ่มใช้ปากกา
และคิดทำโน้นทำนี่ ออกเดินทางไปต่างจังหวัดด้วยรถไฟบ้าง รถทัวร์บ้าง สร้างโน้น ประดิษฐ์นี้
ผมเคยพยายามประดิษฐ์พัดลมขนาดพกพาสำหรับเตรียมอ่านหนังสือสอบเข้าชั้นมัธยมหนึ่ง
เวลาผ่านมาจากตอนนั้นสองปี ผมว่าตอนนั้นผมเป็นผู้ใหญ่แล้วนะ
แต่ก็ไม่ใช่กับความคิดของเธอ (ผมย้อนมองดูตัวเอง มันช่างเด็กน้อยจริงๆเรา)
วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ในวัย ม. 2 นิดๆของผม ร้านดอกไม้เล็กๆกลางเมืองคือเป้าหมาย
แรกของผมในเช้าวันนั้น ภาพดอกไม้สัญชาติต่างๆแปะอยู่เต็มผนัง ดอกไม้นาชนิด
ถูกแช่เย็นอยู่ในตู้กระจกใส ผมรู้จักแค่ดอกกุหลาบกับดอกทานตะวัน
ด้วยความที่เป็นคนแหกคอก ตั้งแต่เด็กแต่ยังด้อยด้วยวิสัยทัศน์
ดอกกุหลาบจึงถูกตัดออกจากตัวเลือกเป็นสิ่งแรก แต่ครั้นจะเลือกดอกทานตะวันก็คงจะไม่งาม
สาวเจ้าอาจจะแกะเมล็ดทานตะวันดีดใส่หัวเกรียนๆของผมก็เป็นได้
ผมเหลือบเห็นดอกยับๆคล้ายกระดาษทิชชูผ่านการใส่แล้วขย้ำรวมกันจนเป็นดอก
และที่ปลายกระดาษขาวๆ เลอะสีแดงอ่อนๆ (ถ้านึกภาพตามที่ผมบรรยาย มันอาจเป็นภาพไม่ค่อยงามนัก)
นี่ดอกอะไรครับพี่ เด็กน้อยในชุดนักเรียนกางเกงขาสั้นสีดำ กระหืดกระหอบถาม
ดอกคาร์เนชั่น จ้ะน้อง
แพงไหมครับพี่ (จะมีแม่ค้าสักกี่คนที่จะบอกว่าสินค้าของตัวเองแพง)
ดอกล่ะ 80บาทจ้ะ เธอโยนตัวเลขของราคามาให้ผมเป็นคนตัดสินใจเองว่าถูกหรือแพง
แปดสิบบาท มันดูไม่แพงเคยสำหรับผมในช่วงอายุปัจจุบัน
แต่ ณ เวลานั้นมันเท่ากับค่าขนมของผมถึง 4 วันเลยทีเดียว
หญิงงามควรคู่ดอกไม้งาม น่าน.....ความคิดแก่แดดของเด็ก ม.2
ถึงเด็กแต่ก็รักจิงนะเว้ย!!! ผมในวัยเด็กตอบสวนตัวเองในปัจจุบันทันที
พี่เจ้าของร้านก็ใจดีทำเป็นช่อให้ซะสวยโปะโน้นแปะนี่ เพิ่มใบไม้เติมใบหญ้า
ห่อด้วยพลาสติกแก้วใส จบด้วยผูกริบบิ้นสีชมพู มันดูสวยมากในตอนนั้นสำหรับเด็กสาวคนหนึ่ง
................
ในมือของเธอถือช่อดอกทิชชู่เลอะสีแดงของผมไว้ แก้มชมพูของเธอรับกับสีขอบของดอกทิชชู่นั้น
คงเพราะความเขินอาย แต่คงไม่ใช่อาการอายเพราะชายคนรักมอบความรักให้กับเธอ
การยื่นดอกไม้จากมือผม ดูเหมือนจะเป็นการสร้างภาระอันหนักอึ้งสำหรับเธอ
จะทำยังไงกับดอกไม้?
จะทำยังไงกับสายตาที่จ้องมอง?
จะทำยังไงกับความรู้สึกคนให้?
คงเป็นคำถามวนไปวนมาภายใต้ใบหน้าสีชมพู่เรื่อๆ
ผมโล่งอก แต่เธอคงหนักใจไม่น้อย...
หลายปีผ่าน หลายวาเลนไทน์พ้น ผมไม่ได้เจอเธอนานหลายปี
ถึงแม้เราจะเคยเจอกันบ้างประปราย จนกระทั่งเราห่างกันไปในที่สุด รวมเวลากว่าสิบปี
เรากลับมาเจอกันอีกครั้ง เราทั้งคู่โตขึ้นมาก สิ่งนี้เราทั้งคู่ยืนยันได้โดยไม่ต้องให้ใครมาช่วยตอบ
รอยยิ้มของเธอกับแก้มชมพูๆของเธอ ทำให้ผมนึกถึง ดอกทิชชู่เลอะสีในวันนั้นอีกครั้ง....
มันวางทิ้งอยู่บนโต๊ะในห้องเรียน
ขณะที่พี่ภารโรงกำลังไล่ปิดไฟในห้องแล้วลงกลอนประตูในที่สุด
edit @ 2007/01/14 12:27:54